เมื่อท่านนบีมูฮัมมัด (ซ.ล.) อพยพสู่เมืองมะดีนะฮ์พร้อมบรรดาสาวก ท่านไม่ได้เพียงนำพาศรัทธาไปสถาปนา หากแต่ได้เริ่มวางรากฐานของ รัฐอิสลาม ที่สมบูรณ์ในทุกด้าน หนึ่งในเสาหลักของการสร้างรัฐ คือ การจัดระเบียบเศรษฐกิจ ที่ให้ความสำคัญต่อความยุติธรรมทางการค้าและสวัสดิการของประชาชน ท่านนบีมูฮัมมัด (ซ.ล.) จึงได้ริเริ่มก่อตั้ง "ตลาดแห่งมะดีนะฮ์" ขึ้นมาใหม่ภายใต้หลักแห่งชะรีอะฮ์
ตลาดนี้ไม่เพียงแต่เปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจของมะดีนะฮ์ในยุคนั้น แต่ยังกลายเป็นต้นแบบของระบบตลาดที่มีจริยธรรม ซึ่งโลกสมัยใหม่เองยังแสวงหา
ก่อนท่านนบีมูฮัมมัด (ซ.ล.) จะอพยพมายังมะดีนะฮ์ เมืองนี้มีชุมชนใหญ่ของชาวยิวที่ควบคุมกิจกรรมทางเศรษฐกิจไว้เกือบทั้งหมด โดยเฉพาะตลาดหลักซึ่งอยู่ในความดูแลของชาวยิวเผ่าบะนีกอยนูกอ (Banu Qaynuqa) แต่ชาวอันศอรฺซึ่งเป็นชาวเมืองดั้งเดิมและไม่เข้มแข็งในด้านการค้า จึงต้องพึ่งพาชาวยิวที่มีทุนและโครงสร้างการค้าแบบผูกขาด
สถานการณ์นี้ส่งผลให้ชาวมุฮาญิรีนที่อพยพมาจากมักกะฮ์ต้องเผชิญกับอุปสรรคในการค้าขาย ท่านนบีมูฮัมมัด (ซ.ล.) จึงตระหนักถึงความจำเป็นในการสร้าง “พื้นที่ทางเศรษฐกิจที่เสรีและยุติธรรม”
หลังจากสำรวจพื้นที่โดยรอบ ท่านนบีมูฮัมมัด (ซ.ล.)ได้เลือกบริเวณที่ว่างเปล่าใกล้กับมัสยิดอันนะบะวี เพื่อใช้เป็นที่ตั้งของตลาดของชาวมุสลิม ที่ชื่อว่า ซูก (ตลาด) แห่งมะดีนะห์ (อัลมะนาเคาะห์ ซึ่งแปลว่า ที่พักอูฐ)
คำประกาศนี้ไม่ได้เป็นเพียงเป็นกฎเกณฑ์ของตลาด แต่คือ “อุดมการณ์เศรษฐกิจอิสลาม” ที่ส่งเสริมความเสมอภาคและต่อต้านการผูกขาด
การจัดตั้งตลาดแห่งนี้อยู่บนหลักการสำคัญ 6 ประการ ที่สะท้อนความเข้าใจลึกซึ้งของท่านนบีต่อระบบเศรษฐกิจและพฤติกรรมมนุษย์:
ตลาดนี้ไม่ใช่ของบุคคลใดหรือกลุ่มใด ท่านนบีห้ามไม่ให้ใคร “จับจองพื้นที่” เป็นของตนเอง และปฏิเสธข้อเสนอของบางคนที่อยากสร้างโครงสร้างถาวรในตลาด
ท่านนบีต่อต้านการกักตุน การควบคุมราคา และการค้าด้วยข้อมูลที่ไม่โปร่งใส โดยตรัสว่า:
การเก็บกักสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อชีวิตประชาชนในยามที่ขาดแคลนหรือมีความต้องการสูง โดยมีเจตนาเพื่อโก่งราคาให้ได้กำไรเกินควร ซึ่งถือว่าเป็นการเอาเปรียบผู้อื่น และละเมิดหลักความยุติธรรมในเศรษฐกิจอิสลาม
เพื่อส่งเสริมการค้าและลดภาระของผู้เริ่มต้น ท่านนบีไม่อนุญาตให้เก็บ คิรอจ (ภาษีพื้นที่) ซึ่งต่างจากตลาดของชาวยิวในเมือง ซึ่งภาษีนี้จะทำให้ราคาสินค้านั้นเพิ่มขึ้น ไม่สะท้อน อุปสงค์ อุปทาน ที่แท้จริง
ท่านแต่งตั้งผู้ดูแลตลาด (มุฮฺตะซิบ) เพื่อคอยควบคุมมาตรฐานสินค้า ชั่งตวงวัด และพฤติกรรมทางจริยธรรม เช่น การฉ้อโกง การลวงผู้บริโภค หนึ่งในมุฮฺตะซิบที่มีชื่อเสียงคือ ท่านอุมัร อิบนุค็อฏฏ็อบ (ร.ด)
ผู้ค้าที่ดีในสายตาของอิสลามไม่เพียงแต่ต้องแสวงหากำไร แต่ต้องคงไว้ซึ่งคุณธรรม ความโปร่งใส และความจริงใจต่อคู่ค้า การพูดความจริง ไม่ปกปิดตำหนิของสินค้า และตั้งใจค้าขายด้วยจริยธรรมคือสิ่งที่ท่านนบีมูฮัมมัด (ซ.ล.) ให้ความสำคัญสูงสุด
อีกหนึ่งหะดีษที่ชี้ให้เห็นถึงอันตรายของการตบตาหลอกลวงลูกค้า มีอยู่ว่า:
แม้ในสถานการณ์ที่ราคาสินค้าสูงขึ้น ประชาชนก็เคยขอให้ท่านนบีมูฮัมมัด (ซ.ล.) กำหนดราคาสินค้า แต่ท่านปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่า การกำหนดราคาที่ไม่สอดคล้องกับกลไกตลาด อาจเป็นการละเมิดสิทธิของผู้ค้า ท่านตรัสว่า:
ตลาดใหม่นี้ทำให้ชาวมุฮาญิรีน (ชาวมักกะห์ที่อพยพไป) สามารถฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและพึ่งพาตนเองได้ ขณะเดียวกันชาวอันศอรฺก็ได้เรียนรู้ทักษะการค้า และกลายเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจกับพี่น้องร่วมศรัทธา ตลาดแห่งนี้ยังเป็นเวทีสร้างเครือข่ายธุรกิจ การกระจายทรัพย์ และการพัฒนาระบบซะกาตอย่างมีประสิทธิภาพ
แม้เวลาจะล่วงเลยมากว่า 1,400 ปี แต่หลักการจาก “ตลาดมะดีนะฮ์” ยังคงร่วมสมัย และสามารถนำไปปรับใช้ในบริบทของเศรษฐกิจปัจจุบันได้ เช่น:
การก่อตั้งตลาดของท่านนบีมูฮัมมัด (ซ.ล.) ในเมืองมะดีนะฮ์ คือหนึ่งใน “อัจฉริยภาพด้านรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ” ที่หลอมรวมหลักศาสนาเข้ากับการจัดการเชิงระบบ ท่านนบีไม่ได้เพียงสอนวิธีละหมาด แต่สอนวิธีค้าขายอย่างยุติธรรม ท่านไม่ได้เพียงให้ความรู้ศาสนา แต่สร้างโครงสร้างเศรษฐกิจที่ทุกคนมีศักดิ์ศรีและโอกาสเท่าเทียม
"ซูกแห่งมะดีนะฮ์" จึงไม่ใช่เพียงตลาด แต่คือ มรดกแห่งความยุติธรรมทางเศรษฐกิจในอิสลามที่โลกยังต้องเรียนรู้
หากต้องการสภาพคล่องหรือเงินก้อนไว้ใช้จ่ายในช่วงเทศกาลนี้สามารถติดต่อขอสินเชื่อทะเบียนรถยนต์หรือจำนำเล่มทะเบียนจากไฟแนนซ์ที่ให้บริการและตรงตามเงื่อนไขคุณสมบัติได้
*ใช้วงเงินเท่าที่จำเป็นและชำระคืนไหว
เบอร์โทร : +6620916456
Facebook : Amanah.co.th